|
ใครบ้างที่ออนไลน์อยู่ |
|
เรามี 27 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ |
|
 |
www.unithailand.org
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
เสาร์, 09 ตุลาคม 2010 08:19 |
For Immediate Release: 21st September 2010Migrant Workers Must Be Protected and theThai Government Must Comply with ILO Convention 19 For more detailed information regarding this press release, please contact: • Sawit Keawan (Secretary General, SERC): +66 863 361110 (Thai only) • Andy Hall (Advisor to HRDF/Translator for Mr. Sawit Keawan): +601 637 17013 (English/Thai) • Hsein Htay (HRDF’s Migrant Justice Programme): +66 830 139736 (Burmese/Thai)
The Royal Thai Government (RTG) ratified the International Labour Organisation’s (ILO) Equality of Treatment [Accident Compensation] Convention 1925 (C-19) on 5th April 1968. C-19 requires each member state of the ILO that ratifies this Convention to grant to nationals of any other member states which have also ratified this Convention and who suffers personal injury due to industrial accidents happening in its territory the same treatment in respect of work accident compensation as it grants to its own nationals. This equality of treatment shall be guaranteed to all migrant workers without any condition as to residence. Myanmar also ratified ILO C-19 in 1927.
Migrant workers from Myanmar (and their dependents) who suffer accidents or are killed at work in Thailand continue to be officially denied access to rights and protection from the Workmen’s Compensation Fund (WCF) however. Officials justify this denial of fundamental rights to migrants on numerous grounds, all of which reveal discriminatory treatment against these migrant workers when compared with protection provided to Thai workers who can access the WCF. This policy of the RTG to deny migrant access to the WCF clearly breaches Thailand’s obligations as a signatory to ILO C-19.
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
เสาร์, 09 ตุลาคม 2010 08:16 |
Campaign Fact Sheet: Migrant Workers from Myanmar Denied Access to Work Accident Compensation Nang Noom’s Story: The Face Behind the Campaign On 4th December 2006 at 10am whilst collecting scrap metals at the Shangri-la Hotel construction site in Chiangmai Province in Northern Thailand, a metal column fell down from 12 stories and whilst breaking up, struck Nang Noom, a Shan worker from Myanmar, on the right side of her head and her back. As a result of this accident Ms. Noom lost consciousness and experienced the following injuries: shattered and severely damaged spinal cord, broken ribs, ripped lungs, ripped right scapula, damaged nerve system on her right hand, broken right femur, and severely weakened arms and legs. Nang Noom received treatment in hospital from 4th December 2006 until 20th February 2007. She is paralyzed from the waist down and unable to return to work ever again.
Nang Noom faced extensive challenges in rebuilding her life after this accident as a result of the Royal Thai Government’s (RTG) policy to discriminatorily deny her work accident compensation and rehabilitation assistance from the Workmen’s Compensation Fund (WCF). This denial was on the basis of her “illegal” entry into Thailand and despite her registered “legal” work status. Nang Noom’s experiences provided the basis of an ongoing campaign to ensure an end to this systematic discrimination against all migrants in Thailand and ensure their official access to the WCF. This campaign, until now unsuccessful in actually ensuring migrant access to the WCF, is summarised in this fact sheet. The main campaign actors were the Human Rights and Development Foundation (HRDF), the State Enterprise Workers Relations Confederation of Thailand (SERC) and the Thai Labour Solidarity Committee (TLSC). This campaign was conducted at both domestic and international levels simultaneously
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
เสาร์, 09 ตุลาคม 2010 08:02 |
|
Ref: SERC ILO 1/53 21st September 2010
Ms. Cleopatra Doumbia-Henry Director, ILO International Labour Standards Department 4 route des Morillons CH-1211 Genève 22 Switzerland
Subject: Comment in Accordance with Article 23 of the ILO Constitution on the Royal Thai Government’s (RTG) Failure to Observe the Equality of Treatment (Accident Compensation) Convention 1925 (C-19)
Dear Ms. Cleopatra Doumbia-Henry:
The State Enterprise Workers Relations Confederation (SERC) is a confederation of 43 state enterprise unions in Thailand representing over 170, 000 members which is affiliated to the International Trade Union Confederation (ITUC). SERC desires to communicate a Comment to the International Labour Organisation’s (ILO) Committee of Experts on the Application of Conventions and Recommendations (CEACR) by means of this letter, in accordance with Article 23 of the ILO Constitution, on the Royal Thai Government’s (RTG) continued failure to observe the Equality of Treatment (Accident Compensation) Convention 1925 (C-19). |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
พุธ, 06 ตุลาคม 2010 15:12 |
แถลงการณ์คณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ฉบับที่ 5/2553 เรื่อง ทวงสัญญา 1 ปี กับความคืบหน้าในการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO
วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม 2553) เนื่องในวันงานที่มีคุณค่าสกล (International Decent Work’s Day) พวกเราเครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆ ในนามของคณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 อันประกอบด้วย สภาองค์การลูกจ้าง , สหพันธ์แรงงาน , กลุ่มสหภาพแรงงาน , คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย , สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ รวมไปถึง สมาชิกสหพันธ์แรงงานระดับสากล (GUF) ในประเทศไทย ได้ออกมารณรงค์เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยเพื่อสิทธิและคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ซึ่งที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ คณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ได้มีการเคลื่อนไหวกดดันต่อกระทรวงแรงงานและรัฐบาลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้รัฐบาลให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ทั้ง 2 ฉบับ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2552 ที่พวกเราคณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ได้พาพี่น้องผู้ใช้แรงงานกว่า 5,000 คน ออกมารณรงค์เคลื่อนไหวหน้าทำเนียบรัฐบาล และยื่นหนังสือต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ผ่านท่านรองนายกรัฐมนตรี พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ซึ่งท่านได้รับปากว่าจะดำเนินงานผลักดันการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือน จนถึงวันนี้ครบ 1 ปี การให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ก็ยังไม่เป็นที่เรียบร้อย ถึงแม้จะมีการประชุ่มร่วมกับคณะกรรมการประสานงานเพื่อการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ของกระทรวงแรงงานถึง 5 ครั้ง ซึ่งมีมติร่วมกันว่าให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ทั้ง 2 ฉบับพร้อมกัน โดยให้มีการให้สัตยาบันก่อนแล้วค่อยทยอยแก้กฎหมายหลังจากนั้น
ดังนั้นในวันนี้พวกเราในนามคณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ขอทวงสัญญาจากรัฐบาลในการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 อย่างเร่งด่วน โดยต้องนำเรื่องดังกล่าวเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และรัฐสภาตามลำดับโดยด่วน การสร้างงานที่มีคุณค่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากรัฐบาลไม่รับรองอนุสัญญาหลักทั้ง 2 ฉบับ ในโอกาสครบรอบ 91 ปี ของการก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และการเข้าเป็นประเทศภาคีสมาชิกองค์กรแรงงานระหว่างประเทศของประเทศไทย ในปี 2553 นี้ เป็นวาระสำคัญในการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ
|
|
แก้ไขล่าสุด ( พุธ, 06 ตุลาคม 2010 15:16 )
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
พุธ, 06 ตุลาคม 2010 14:52 |
แถลงการณ์ สนับสนุนนโยบายจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติรอบใหม่ เรียกร้องรัฐต้องดูแลสิทธิแรงงาน สิทธิสุขภาพแรงงานข้ามชาติและครอบครัวในฐานะมนุษย์อย่างจริงจัง ปัจจุบันมีการประมาณการณ์จำนวนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยอย่างน้อยสองล้านคนที่อยู่ในกระบวนการจ้างแรงงาน และมีแรงงานมากว่าหนึ่งล้านที่ทำงานแบบไม่ถูกกฎหมาย เนื่องจากเงื่อนไขของนโยบายที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเข้าสู่การทำงานอย่างถูกกฎหมาย ดังนั้นองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรแรงงาน และตัวแทนแรงงานข้ามชาติตามที่มีรายชื่อข้างท้าย จึงมีมติเห็นชอบร่วมกันดังนี้ ๑. สนับสนุนการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ เพราะจะแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และจะทำให้แรงงานสามารถเข้าถึงสิทธิต่าง ๆได้มากขึ้น เช่น สิทธิด้านสุขภาพ เป็นต้น แต่ที่ผ่านมาการเปิดจดทะเบียนแรงงานไม่จูงใจให้แรงงานและนายจ้างเข้ามาจดทะเบียน เนื่องจาก ระยะเวลาที่เปิดจดทะเบียนไม่เหมาะสม ประเภทกิจการที่เปิดให้จ้างแรงงานข้ามชาติได้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงกับงานที่แรงงานข้ามชาติทำอยู่ แรงงานไม่รับรู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียน และยังไม่ครอบคลุมผู้ติดตามแรงงาน รวมทั้งมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เปิดช่องให้ขบวนการนายหน้าเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ จึงต้องมีการปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนใหม่ โดยรัฐต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางในภาษาของแรงงาน ผ่านสื่อสาธารณะ เช่น ทีวี ต้องเปิดจดทะเบียนอย่างน้อย ๖ เดือน เปิดให้แรงงานที่ไม่มีนายจ้างสามารถจดทะเบียนได้ และให้เวลาไปหานายจ้างภายใน ๓ เดือน การจดทะเบียนต้องครอบคลุมผู้ติดตามและสมาชิกในครอบครัว และเปิดให้แรงงานที่อยู่ในประเทศไทยเข้าสู่การจดทะเบียนก่อนจะมีการนำเข้าแรงงาน ๒. ต้องมีนโยบายระยะยาว ที่ชัดเจนในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติและคนข้ามชาติทั้งหมด โดยต้องมีความสมดุลย์ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ กับสิทธิมนุษยชน และต้องมีกลไก/หน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง และสอดรับการสถานการณ์การย้ายถิ่นในภูมิภาคนี้ ๓. ต้องมีมาตรการเร่งด่วนที่จะทำให้มีการบังคับใช้กฎหมายในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติอย่างจริงจังในประเทศไทย ต้องปรับปรุงกลไกการรับเรื่องร้องทุกข์ การให้ข้อมูลความรู้เรื่องสิทธิและกฎหมายแก่แรงงาน ยุติการจับกุม ส่งกลับ แต่ต้องเปิดให้แรงงานและผู้ติดตามทุกคนเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนได้ ๔. ต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมของแรงงานข้ามชาติ เอ็นจีโอ และองค์กรแรงงานไทย ในกระบวนการจดทะเบียนและการกำหนดนโยบายทุกขั้นตอน องค์กรสนับสนุน เครือข่ายฟ้ามิตร (Prevention on HIV/AIDS Among Migrant Worker in Thailand-PHAMIT) เครือข่ายปฏิบัติการแรงงานข้ามชาติ (Action Network for Migrant-ANM) เครือข่ายองค์กรด้านแรงงานข้ามชาติ(Migrant Working Group-MWG) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) มูลนิธิรักษ์ไทย มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ องค์การ PATH ประเทศไทย มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของกลุ่มแรงงานชาติพันธุ์ (MAP) มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์ ภาคอีสาน (AIDSNet) สมาคมส่งเสริมพัฒนาการสังคม (SDA) สมาคมชาวพม่าในประเทศไทย
|
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
พุธ, 04 สิงหาคม 2010 16:37 |
กลุ่มศึกษา “ผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 คณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ร่วมกับ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย , กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง และเครือข่ายสหภาพแรงงานระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย (UNI-TLC) ได้จัดเวทีกลุ่มศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับความสำคัญและความจำเป็นของการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ของรัฐบาลไทย และแนวทางในการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 โดยข้อสรุปของเวทีดังกล่าวดังนี้ เริ่มด้วยการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอนุสัญญาทั้งสองฉบับแก่ผู้เข้าร่วมในกลุ่มศึกษา รวมทั้งสรุปสถานการณ์การเคลื่อนไหวและรณรงค์ที่ผ่านมาโดยคุณชาลี ลอยสูง ผู้ประสานงานคณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 จากนั้นเป็นการแลกเปลี่ยนของผู้เข้าร่วมกลุ่มศึกษา ซึ่งมีข้อเสนอต่างๆ เช่น - เสนอให้มีการลงพื้นที่ให้ความรู้ความเข้าใจและความจำเป็นของอนุสัญญาทั้งสองฉบับในพื้นที่ต่างๆ - มีข้อสรุปร่วมกันว่าอนุสัญญาทั้งสองฉบับเป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นในการให้อิสระแก่การรวมตัวของคนงาน - เสนอให้ผู้นำสหภาพแรงงานลงพื้นที่เพื่อสร้างฐานมวลชนพร้อมเคลื่อนไหวภายในพื้นที่และองค์กรของตนเอง โดยล่าสุดทราบมาว่า ITUC มีแนวโน้วที่จะจัดเวทีระดมพลครั้งใหญ่ เพื่อรับฟังความเห็นต่อการรณรงค์ผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ในเดือนกันยายน 2553 ซึ่งจะติดตามและแจ้งเชิญสหภาพแรงงานทั่วประเทศเข้าร่วมเวทีดังกล่าวต่อไป
|
|
|
|
|
|
|
หน้า 1 จาก 14 |
|
|
|
|
 |
|